การทำงานของยาทำแท้ง

ข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ : ไมเฟพริสโตนหรือRU-486 และ ไมโซพรอสทอลหรือไซโตเทค อยู่ในรายชื่อบัญชียาหลักขององค์การอนามัยโลก  ไมเฟพริสโตน : จะขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ โดยไข่ที่ได้รับการปฎิสนธิแล้วจะไม่สามารถฝังตัวอยู่กับผนังมดลูกได้อีกต่อไปหากขาดฮอร์โมนนี้ และทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก  ส่วนยาไมโซพรอสทอล :  ช่วยทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก และช่วยในการขับเนื้อเยื่อออกจากมดลูก   ไมเฟพริสโตนและไมโซพรอสทอล ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และได้รับการยอมรับสำหรับการทำแท้งในช่วงสามเดือนแรก ผลของการทำแท้งด้วยวิธีนี้คืออาจทำให้ปวดท้อง และมีเลือดออก ผลข้างเคียงที่พบได้เป็นประจำยังรวมไปถึง การคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย      การทำแท้งโดยวิธีนี้เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลการวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าการ  ทำแท้งด้วยการใช้ยาเองที่บ้านมีความปลอดภัย ตราบเท่าที่ผู้หญิงอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือบริการฉุกเฉินอื่นๆ ขอบคุณข้อมูลจาก : women on web

การใช้ยาทำแท้ง และอาการข้างเคียงของยา

การใช้ยาทำแท้ง และอาการข้างเคียงของยาคืออะไร การยุติการตั้งครรภ์ ใช้Mifepristone(RU-486) และ Misoprostal(ไซโตเทค)สองตัวร่วมกัน พบว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า หรือ อาจใช้ Misoprostal เพียงตัวเดียวก็ได้แต่ประสิทธิภาพจะลดลงเล็กน้อย ยาทั้งสองมีวิธีการใช้และอาการข้างเคียงดังนี้ Mifepristone วิธีการใช้ : กินและดื่มน้ำตาม อาการข้างเคียง : ไม่มี Misoprostal วิธีการใช้ : อมใต้ลิ้นห้ามกลืน(เหมือนปรอทวัดไข้)รอให้ยาละลายหมดแล้วจึงกลืน หรือ ดื่มน้ำตาม หรือ เหน็บช่องคลอดให้สุดชิดปากมดลูก หรือใช้กินและดื่มน้ำตาม (ไม่แนะนำเพราะไม่ได้ได้ผลเลย) อาการข้างเคียง : การเหน็บที่ช่องคลอดจะเกิดอาการข้างเคียงเช่นเดียวกันแต่น้อยกว่าการอมใต้ลิ้น) 1. หนาวๆ ร้อนๆ 2. มีไข้ขึ้น 3. หนาวสั่น 4. คลื่นไส้อาเจียน 5. ท้องเดิน ไม่ต้องตกใจไม่เป็นอันตรายเมื่อฤทธิ์ของยาหมดอาการเหล่านี้จะหายไปเองให้เตรียมยาแก้ปวดท้องเพื่อระงับอาการปวดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พาราเซตามอล2 เม็ด พอนสแตน 2 เม็ด หรือ บรูเฟน 2 เม็ด ส่วนอาการท้องเดินก็ให้ถ่ายตามปกติ

ยาทำแท้ง จริงหรือหลอกดูยังไง

จะดูว่าเป็น ยาจริง-ยาปลอม ได้อย่างไร ....? ตอบ : "ไม่สามารถรู้ได้เลย" ยกเว้นการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฎิบัติการเท่านั้น  การพิจารณาจากแหล่งที่มาของยาอาจช่วยได้ เช่น หากพบแหล่งขายยาที่ให้บริการในลักษณะต่อไปนี้ให้ระมัดระวังว่าอาจได้ ยาปลอม ขนาดยา และวิธีการใช้ไม่ถูกต้อง 1.ไม่มีการซักถามอายุครรภ์ หรืออ้างว่าใช้ยาได้ในทุกอายุครรภ์ 2.ไม่มีการซักประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัว 3.กำหนดขนาดยาและอายุครรภ์ไว้โดยระบุว่าอายุครรภ์ที่มากขึ้นให้ใช้ยามากขึ้น (อันตรายมาก เพราะการใช้ยามากขึ้นในอายุครรภ์มาก จะทำให้มดลูกแตกและเสียชีวิตได้) 4.แหล่งที่ขายยาดูไม่น่าเชื่อถือไม่มีหน่วยงานอ้างอิง หรือแอบอ้างชื่อหน่วยงานอื่นๆ

การทำแท้งด้วยยาอันตราย?

การทำแท้งด้วยยาในระยะ 9 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์มีความเสี่ยงน้อยมาก ต่อการเกิดอาการแทรกซ้อน ความเสี่ยงนี้เทียบเท่ากับเมื่อผู้หญิงแท้งเองโดยธรรมชาติ หากมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นเนื่องมาจากการทำแท้ง ก็เป็นสิ่งที่แพทย์จะให้การดูแลรักษาได้ง่าย ในผู้หญิงทุกๆ 100 คนที่ทำแท้งโดยการใช้ยา จะมีผู้หญิงประมาณ 2-3 คนที่ต้องไปพบแพทย์ หรือ ไปสถานพยาบาล หรือ ไปโรงพยาบาลต่อเนื่อง ในประเทศที่การคลอดบุตรมีความปลอดภัยสูง อัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงระหว่างการคลอดบุตรอยู่ที่ 1 คนในผู้หญิงทุก ๆ 10,000 คน ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้ยาทำแท้งเองมีอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 1 ใน 100,000 คน ซึ่งทำให้การทำแท้งด้วยยาปลอดภัยกว่าการคลอดบุตรและปลอดภัย เทียบเท่ากับการแท้งเองโดยธรรมชาติ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า การทำแท้งอย่างปลอดภัยด้วยไมเฟพริสโตน(RU-486) และ ไมโซพรอสทอล(ไซโตเทค) เป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้หญิง

เพราะการท้องโดยไม่มีความพร้อม แตกต่างจากท้องทั่วไป

เมื่อทางเลือกคือ ตั้งครรภ์ต่อ  : การเตรียมตัวเตรียมใจเผชิญการตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ...การท้องโดยไม่มีความพร้อม แตกต่างจากการท้องทั่วไป เมื่อตัดสินใจท้องต่อ การเรียนรู้ การเตรียมตัวเผชิญและรับมือการท้องไม่พร้อม เป็นสิ่งสำคัญ ตั้งสติ หาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้หรือขอรับบริการปรึกษาจากหน่วยงานช่วยเหลือต่างๆที่จะช่วยบรรเทาและคลี่คลายทีละเรื่อง เพื่อให้เห็นทางออก ผู้หญิงจำนวนมาก เข้าใจว่าทางออกมีทางเดียว คือ การยุติการตั้งครรภ์(ทำแท้ง) และเมื่อไม่มีข้อมูลมากพอ จึงลงเอยด้วยการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียชีวิต และบางคนไม่กล้าบอกใคร ทำให้อายุครรภ์เกิน ล่วงเลยไปมากกว่าจะยุติตั้งครรภ์ได้ และถึงแม้จะยุติตั้งครรภ์ไม่ได้ ชีวิตก็มีทางออกเสมอ ถ้าไม่สามารถบอกพ่อแม่ หรือผู้ปกครองหรือใครๆได้ และไม่รู้จะจัดการชีวิตยังไง ควรหาที่ปรึกษาเพื่อเป็นตัวช่วย อาจเป็นครู หรือเจ้าหน้าที่ให้บริการปรึกษา จากหน่วยงานต่างๆ เช่น ศูนย์พึ่งได้ คลินิกวัยรุ่นของโรงพยาบาล หรือบ้านพักเด็กและครอบครัวในทุกจังหวัด หรือขอรับการปรึกษาจากสายด่วนต่างๆ ซึงหลายแห่งก็มีการส่งต่อบริการช่วยเหลือ เช่น บ้านพักรอคลอด การประสานงานกับโรงเรียน การช่วยเหลือสงเคราะห์ในช่วงท้อง และหลังคลอด ข้อควรระวัง   การยุติการตั้งครรภ์(ทำแท้ง) เมื่ออายุครรภ์เกินกว่าที่จะทำได้ หรือที่อายุครรภ์มากกว่า 22-24  สัปดาห์นั้น มีอันตรายทั้งผู้หญิงและตัวอ่อนในท้อง เพราะอาจทำให้เกิดความพิการ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิต...

สิทธิในการเลือก คือ สิทธิของเรา

ตามคำประกาศสิทธิผู้ป่วย 10 ข้อ มีข้อที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในทางเลือก เมื่อท้องไม่พร้อมอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สิทธิข้อนี้รวมถึงบริการปรึกษาทางเลือก และบริการที่สอดคล้องกับทางเลือกกรณีที่ท้องไม่พร้อม แม้ว่าในปัจจุบันสถานบริการด้านสาธารณสุขจำนวนมาก จะยังไม่มีความพร้อมที่จะให้บริการ ในทุกด้านโดยเฉพาะบริการยุติฯการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย(ทำแท้งที่ปลอดภัย) แต่เราควรตระหนักว่านี่คือ สิทธิอันชอบธรรมโดยพื้นฐานที่เราควรจะได้รับบริการเหล่านี้ และหากสถานบริการสาธารณสุขนั้นๆ ไม่พร้อมที่จะให้บริการ เราควรมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลและการส่งต่อไปยังสถานบริการสาธารณสุขที่มีความพร้อม ข้อ 2 ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่เลือกปฏิบัติ เนื่องจากมีความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะความเจ็บป่วย แม้ว่าผู้ให้บริการสาธารณสุขแต่ละคนอาจจะมีทัศนคติต่อปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมแตกต่างกัน แต่ผู้ให้บริการมีหน้าที่ให้บริการแก่ผู้ประสบปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมที่มาขอรับบริการ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติงานบนฐานทัศนคติส่วนบุคคลของตนเอง และควรมองเห็นว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมาขอรับบริการ คือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และสมควรได้รับการช่วยเหลือ เช่นเดียวกับ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ข้อ 7 ผู้ป่วยมีสิทธิจะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเองจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเคร่งครัด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย หรือการปฎิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย สิทธิในข้อนี้ ครอบคลุมถึงการที่ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข จะต้องปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับบริการซึ่งเป็นที่ผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อม ทั้งในการให้บริการปรึกษาทางเลือก และบริการอื่นๆ ที่จำเป็น สิทธิยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในสภาพสังคมที่ยังไม่ยอมรับและมีการตำหนิ...

การฝากเลี้ยงชั่วคราวหลังคลอด

การฝากเลี้ยงชั่วคราวหลังคลอดเป็นอีกบริการในขณะที่ผู้หญิงยังพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังคลอด เพื่อให้โอกาสผู้หญิง ในการทำงาน เรียนหนังสือ เพื่อเตรียมความเข้มแข็งและความพร้อมระยะหนึ่ง สำหรับตัวเองและครอบครัว ในวางในระยะยาว ทางเลือกหลังคลอดจึงมีทั้ง การตัดสินใจยกบุตรให้กับสถานสงเคราะห์ หรือการเลี้ยงดูเอง โดยกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม หรือ หากยังไม่มีความมั่นใจเพียงพอ ก็สามารถฝากเลี้ยงได้ชั่วคราว ในระยะหนึ่งลักษณะไป-กลับ เช่น การไปเรียนหนังสือ หรือทำงานในช่วงเวลากลางวัน ดูแลลูกเมื่อกลับมาที่บ้านพักในตอนเย็นและวันหยุด หลักจากฝากเลี้ยงชั่วคราวระยะหนึ่ง ก็จะมีการประเมินความพร้อมเป็นระยะๆ ซึ่งหากไม่มีความพร้อมและประสงค์จะเลี้ยงดูในระยะยาว ก็ยังมีทางเลือกในการยกบุตรให้กับหน่วยงานรองรับได้ ซึ่งทางบ้านพักจะประสานงานส่งต่อให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการดำเนินงานต่อไป

บ้านพักฉุกเฉิน ตัวอย่างการดูแลผู้หญิงท้องไม่พร้อม

บ้านพักฉุกเฉิน ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2523 เป็นที่พักพิงชั่วคราวทั้งกายและใจให้แก่ผู้หญิงและเด็กที่เดือดร้อนซึ่งประสบปัญหาครอบครัว ท้องเมื่อไม่พร้อม ถูกข่มขืน ติดเชื้อเอชไอวี สามีทิ้งหรือทำร้ายร่างกายจิตใจ ฯลฯ โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ บ้านพักฉุกเฉินให้ความช่วยเหลือ ด้านที่อยู่อาศัย อาหาร การดูแลสุขภาพอนามัย รวมทั้งให้การปรึกษาแนะนำ การให้ทักษาชีวิตและกำลังใจ ใช้หลักการสังคมสงเคราะห์และกระบวนการจัดกลุ่มบำบัดทางจิต เพื่อนำไปสู่ความเชื่อมั่นในตนเองสามารถ ดำเนินชีวิตในสังคมได้ปกติสุข  ทั้งนี้ ในแต่ละวันมีผู้หญิงและเด็กที่เดือดร้อนพักอาศัยประมาณ 100-120 คนต่อวัน ส่วนใหญ่ส่งต่อมาจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งการขอเข้ารับบริการด้วยตนเอง ภายในยังมีศูนย์การศึกษาและฝึกอาชีพ เป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนสำหรับผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งฝึกอาชีพอิสระเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและทักษะทางวิชาชีพให้แก่ผู้เข้าบ้านพักที่บ้านพักฉุกเฉินและผู้สนใจทั่วไป การปฏิบัติงานดูแลช่วยเหลือผู้หญิงท้องไม่พร้อมที่บ้านพักฉุกเฉิน เมื่อมีผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมที่ขอรับบริการช่วยเหลือ นักสังคมสงเคราะห์ หรือ นักจิตวิทยาจะประเมินเบื้องต้น เพื่อรับทราบสภาพปัญหาและความต้องการ ซึ่งการช่วยเหลืออาจเป็นการเข้าพัก หรือไม่เข้าพักก็ได้ในกรณีที่ไม่เข้าพัก ทางบ้านพักฉุกเฉินก็จะประเมินความต้องการอีกครั้งและให้ข้อมูลรอบด้านเพื่อคืนกลับสู่ครอบครัวและมีการติดตามผล โดยหากผู้ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมพบปัญหาใดๆก็สามารถกลับมาใช้บริการได้ เมื่อมีความต้องการและความจำเป็นในการเข้าพัก นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยา ก็จะมีการประเมินปัญหาและความต้องการเชิงลึก โดยให้ความช่วยเหลือทั้งทางกาย และจิตสังคม ประเมินทั้งระดับเชาว์ปัญญา...

หากไม่สามารถเลี้ยงดูได้หลังคลอด…

ในกรณีที่พบว่า ทางเลือกคือไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ ทางเลือกต่อไปคือ ให้ทารกที่เกิดมาอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ ทั้งดำเนินงานโดยภาครัฐ หรือภาคเอกชน ซึ่งทางเลือกนี้เป็นไปได้ทั้งการฝากเลี้ยงชั่วคราว หรือยกมอบให้สถานสงเคราะห์ ซึ่งการฝากเลี้ยงชั่วคราว หากแม่เด็กและครอบครัวมีความพร้อมก็สามารถขอรับกลับมาเลี้ยงดูเองได้ ในกรณีที่ยกให้สถานสงเคราะห์ ทางสถานสงเคราะห์ก็จะประสานกับสำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประจำจังหวัด  หรือองค์กรเอกชนที่ให้บริการด้านนี้ ได้แก่ สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิมิตรมวลเด็ก มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพัทยา และมูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย เพื่อติดต่อจัดหาครอบครัวบุญธรรมต่อไป หมายเหตุ : การยกเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรม มีความจำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางกฏหมายอย่างถูกต้อง ไม่สามารถยกให้กันเองแม้ว่าจะเป็นญาติตามสายเลือดก็ตาม

ท้องไม่พร้อม : กับการแจ้งเกิด

ไม่จำเป็นต้องลงชื่อบิดาเด็กในใบรับรองการเกิด ในการออกใบรับรองการเกิดของทารกที่เกิดจากผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม ที่คลอดเพียงลำพังโดยไม่มีคู่ ตามกฏหมายแล้ว ทุกคนเกิดมาต้องมีแม่ โดยจะมีพ่อหรือไม่ก็ได้ มีจำนวนมากที่มีแต่แม่ แต่ไม่ปรากฏชื่อบิดาในใบเกิด.. ทั้งนี้การนำชื่อบุคคลอื่นที่มิใช่บิดามาใส่ในใบรับรองการเกิด ชื่อดังกล่าวจะปรากฏในสูติบัตร ซึ่งมีผลผูกพันธ์ทางกฏหมาย ที่ก่อปัญหาและความยุ่งยากในอนาคตของเด็กได้ เพราะก่อนบรรลุนิติภาวะ เด็กจะต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากบิดาเพื่อทำการใดๆ ตามกฏหมาย ดังนั้น การแจ้งเกิด เมื่อท้องไม่พร้อมในกรณีที่คลอดเพียงลำพังโดยไม่มีคู่ ให้ยืนยันสิทธิการไม่ลงชื่อบิดา เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า