การใช้ยาไมโซพรอสตอล (ไซโตเทค) ในวันที่ 2 หรือ 3 ที่สถานพยาบาล

ในวันที่ 2 หรือ 3 หลังจากการกินยาเม็ดแรก ต้องมาใช้ไมโซพรอสตอล (ไซโตเทค) ที่สถานพยาบาล สามารถเลือกว่าจะใช้ยา โดยการเหน็บทางช่องคลอด หรืออมใต้ลิ้น หากเลือกสอดทางช่องคลอด ผู้ให้บริการจะเป็นผู้สอดให้ โดยสอดยาผ่านช่องคลอดเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นให้พักอยู่ในท่านอนต่อไปอีกอย่างน้อย  30 นาที หากเลือกอมใต้ลิ้น สามารถดื่มน้ำได้เล็กน้อยก่อนการอมยา เพื่อความชุ่มชื้นในปาก ให้อมครั้งละ 2 เม็ด รอจนยาละลายหมดแล้ว จึงอมอีก 2 เม็ดทันที หรือจะอมทั้ง 4 เม็ดในคราวเดียวกันก็ได้ หากมีน้ำลายออกมามาก ให้กลืนน้ำลายโดยไม่ต้องกลืนยา โดยทั่วไปยาจะละลายหมดภายใน 10 นาที หากยังละลายไม่หมดภายใน 20 นาที ให้เคี้ยวยาและกลืนได้ พักที่คลินิก /สถานพยาบาลนาน 3-6 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะเกิดการยุติการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ หลังใช้ยาไมโซพรอสตอล เนื่องจากส่วนใหญ่จะแท้งในช่วงนี้ และควรกลับมาตรวจติดตามผล ในวันที่ 10 - 14 นับจากวันที่กินยาเม็ดแรก คือมิฟิพริสโตน (RU-486) ขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือประกอบการให้บริการ ก่อน ระหว่าง และหลัง การยุติตั้งครรภ์ด้วยยา

ข้อควรคำนึงถึงในการมาพบแพทย์ครั้งแรก

  การยุติการตั้งครรภ์ จำเป็นต้องใช้ยา 2 ตัวควบคู่กัน โดยเริ่มต้นจากการกินยา มิฟิพริสโตน (RU486) จากนั้น 24 - 48 ชั่วโมงต่อมาจึงมารับยา ไมโซพรอสตอล (ไซโตเทค) ที่สถานพยาบาล หรือนำไปใช้เองที่บ้านภายใต้การให้คำแนะนำของผู้ให้บริการ แม้ว่าประมาณ 1 - 2 % อาจมีการขับก้อนเนื้อเยื่อในครรภ์ออกมาหลังกินยามิฟิพริสโตน ก็ยังคงต้องมาพบแพทย์ครั้งที่ 2 เพื่อมาใช้ยาไมโซพรอสตอลตามปกติ หรือกรณีที่ใช้ยาเองที่บ้าน ผู้หญิงยังคงต้องใช้ยาไมโซพรอสตอล ตามกำหนดเวลา และขนาดที่แนะนำ หากมีปัญหาในการใช้ยา หรือสงสัย ให้โทรสอบถามผู้ให้บริการได้ตลอดเวลา

ประสิทธิภาพของการใช้ยามิฟิพริสโตนและไมโซพรอสตอลร่วมกัน

การใช้ยามิฟิพริสโตนร่วมกับสารสังเคราะห์ ที่มีโครงสร้างคล้ายพรอสตาแกลนดินเช่น ไมโซพรอสตอลในการยุติการตั้งครรภ์ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการขับชิ้นส่วนของการตั้งครรภ์ออกมาได้ง่ายขึ้น การศึกษาทางคลินิกขององค์การอนามัยโลกพบว่า อัตราความสำเร็จของการใช้ยามิฟิพริสโตนขนาด 200 มิลลิกรัม ควบคู่กับ ยาไมโซพรอสตอลขนาด 800 ไมโครกรัม ที่ให้โดยการสอดช่องคลอดหรืออมใต้ลิ้น เพื่อการยุติการตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์ ไม่เกิน 63 วัน อยู่ที่ 93.9 - 95.4 % (แท้งครบ) ส่วนความล้มแหลวของการยุติการตั้งครรภ์โดยใช้ยา เกิดขึ้นได้ประมาณ 4.6 - 6.1 % ซึ่งในจำนวนนี้พบว่า 0.3 - 1.1 % ยังคงตั้งครรภ์อยู่ ส่วน 2.8 - 4.3 % มีการยุติการตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ (แท้งไม่ครบ) ขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือประกอบการให้บริการ ก่อน ระหว่าง และหลัง การยุติการตั้งครรภ์ด้วยยา สำหรับผู้ให้บริการในคลินิก

ยากไหมหากจะทำแท้งด้วยตัวเองโดยการใช้ยา

  ไม่ยากเลย คุณสามารถใช้ยาไมเฟพริสโตนและ ไมโซโพสตอลเองได้ การใช้ยาทั้งสองตัวนี้ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนมากไปกว่าการใช้ยาอื่นๆ ความเสี่ยงของการทำแท้งด้วยยาเทียบเท่ากับความเสี่ยงของการแท้ง โดยธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 15 ของการท้องทั้งหมด คุณจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา และสิ่งที่จะเกิดขึ้น คำแนะนำว่าเมื่อไหร่ควรจะไปหาหมอ และถ้าหากว่าคุณมีคำถามใดๆก็ตาม คุณสามารถติดต่อที่สายช่วยเหลือได้ทันที  การทำแท้งด้วยยาทำให้เกิดการแท้งเหมือนกับการแท้งโดยธรรมชาติ คุณสามารถใช้ยานี้ได้ด้วยตัวคุณเองที่บ้าน หากอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ (63 วัน)

การทำแท้งด้วยยาคืออะไร

การทำแท้งด้วยยาใช้ยาหนึ่งชนิด หรือหลายชนิดร่วมกันเพื่อทำให้ยุติการตั้งครรภ์ การทำแท้งที่ปลอดภัยที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ควรใช้ยาร่วมกันสองชนิด คือ ไมเฟพริสโตน และ ไมโซพรอสทอล ซึ่งจะกระตุ้นให้ครรภ์ถูกขับออกจากมดลูก ข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ : ไมเฟพริสโตนและ ไมโซพรอสทอล อยู่ในรายชื่อบัญชียาหลักขององค์การอนามัยโลก 53  ไมเฟพริสโตนจะขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ โดยไข่ที่ได้รับการปฎิสนธิแล้วจะไม่สามารถฝังตัวอยู่กับผนังมดลูกได้อีกต่อไปหากขาดฮอร์โมนนี้ และทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก ส่วนยาไมโซพรอสทอล ช่วยทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก และช่วยในการขับเนื้อเยื่อออกจากมดลูก ไมเฟพริสโตนและไมโซพรอสทอล ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และได้รับการยอมรับสำหรับการทำแท้งในช่วงสามเดือนแรก ผลของการทำแท้งด้วยวิธีนี้คืออาจทำให้ปวดท้อง และมีเลือดออก ผลข้างเคียงที่พบได้เป็นประจำยังรวมไปถึง การคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย การทำแท้งโดยวิธีนี้เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลการวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าการทำแท้งด้วยการใช้ยาเองที่บ้านมีความปลอดภัย ตราบเท่าที่ผู้หญิงอยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือบริการฉุกเฉินอื่นๆ