เลือดออกระหว่างกินยาเม็ดคุมกำเนิด ผิดปกติไหม?

มีคำถามจากแชทรูมและเว็บบอร์ดที่ถามเกี่ยวกับการกินยาเม็ดคุมกำเนิด ลุงหมอขอตอบนะครับ

คำถาม 5: หนูมีเลือดออกจากช่องคลอดคล้ายประจำเดือน แต่ประจำเดือนหมดไปแล้ว เลือดออกมา 13 วันแล้ว แล้วหนูกินยาคุมแบบรายเดือนด้วยคะ วันนี้กินอยู่นะคะ หนูอยากทราบว่าเป็นอะไรคะ

คำตอบ 5:  ภาวะเลือดออกจากช่องคลอดที่เกิดขึ้นจากการกินยาเม็ดคุมกำเนิด แบ่งง่ายๆ เป็น 2 แบบ คือ

  1. เลือดออกมาหลังกินยาคุมแผงหมดแผงแล้ว (แบบ 21 เม็ด) หรือกินไปแล้ว 21 เม็ด (แบบ 28 เม็ด 7 เม็ดหลังไม่มีฮอร์โมน) ถือว่าเป็นภาวะปกติ
  2. เลือดที่ออกมาในช่วงของการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงครึ่งแรกหรือครึ่งหลังของรอบเดือน ก็ต้องหาสาเหตุของการเกิด และแก้ไขต่อไป แต่อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ฟังต่อไปครับ คือ เลือดออกจากช่องคลอดแบบที่ 2 เป็นไปได้ 2 ลักษณะ

หนึ่ง: เลือดออกมากจนต้องใช้ผ้าอนามัย (breakthrough bleeding)

สอง: เลือดออกกะปริดกะปรอย ปริมาณไม่มากไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าอนามัย (spotting)

กลไกการเกิดเลือดออกยังไม่รู้แน่ชัดครับ แต่พอจะอธิบายว่าการกินยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวมที่มีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเทอโรนที่จำหน่ายทั่วไป จะให้ฮอร์โมน 2 ตัวนี้เข้าไปในร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดยจะไปมีผลต่อเยื่อบุผนังมดลูกและหลอดเลือดทั้งการหนาขึ้นหรือบางตัวลง และส่งผลต่อการฝ่อหรือขยายของต่อมต่างๆ ภายในผนัง ดังนั้นสาเหตุที่มีเลือดออกเป็นทั้งจากการเปราะแตกของหลอดเลือดและการเปลี่ยนแปลงของผนังมดลูกจากการตอบสนองต่อฮอร์โมน

การมีเลือดกะปริดกะปรอยขณะกินยา สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่เพิ่งเริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิดใหม่ๆโดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนแรก ซึ่งเป็นปัญหาข้างเคียงจากการกินยาที่พบบ่อยได้ถึง 20-30%แต่ไม่เป็นอันตรายครับ หลังจากกินไปแล้ว 3 เดือน อาการเลือดออกจะดีขึ้นได้เอง หรือพบน้อยกว่า 10%

ลุงหมอแนะนำว่า ขอให้ใช้ยาคุมนี้ไปสัก 3 เดือน ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนยา เพื่อให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีแนวทางป้องกันและจัดการภาวะเลือดออกในระหว่างการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีดังนี้

  1. ควรกินยาทุกวันให้ครบถ้วน ห้ามลืม! เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เลือดออก ควรกินเวลาเดิมทุกวันเพื่อให้ระดับของฮอร์โมนในร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงมาก
  2. ผู้ที่สูบบุหรี่ แนะนำให้เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีฤทธิ์ขัดขวางฤทธิ์ของเอสโตรเจน และกระทบต่อรอบเดือน
  3. การใช้ยาคุมกำเนิดร่วมกับยาอื่นที่อาจเกิดปฏิกริยาต่อกัน เช่น ยาปฏิชีวนะอย่างแอมพิซิลิน ยาซัลฟา เพนนิซิลิน ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาไรแฟมพิซิน จะมีผลให้ประสิทธิภาพของยาคุมไม่ดี และส่งผลทำให้เลือดออกได้ ถ้ายังต้องกินยาเหล่านี้อยู่ ก็แนะนำให้ใช้ยาคุมที่มีฮอร์โมนสูง
  4. ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม สูตรเอสโตรเจนต่ำ (เช่น ขนาด 20 ไมโครกรัม) เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เลือดออกมากกว่ายาที่มีฮอร์โมนสูง แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้แบบที่มีเอสโตรเจนสูงขึ้นเป็น 30 หรือ 35 ไมโครกรัม แต่ถ้าใช้แบบ 30 ไมโครกรัมแล้วเลือดยังออกอยู่ ก็ให้เปลี่ยนเป็น 50 ไมโครกรัม
  5. ยาคุมแต่ละยี่ห้อที่มีตัวยาฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนต่างกัน ไม่ได้มีผลต่อเลือดออกกะปริดกะปรอยแตกต่างกัน

ลุงหมอขอแนะนำว่า ถ้ามีเลือดออกมาก ควรหยุดยาชุดนั้นแล้วเริ่มต้นชุดใหม่ หรือ ถ้ายังมีเลือดออกผิดปกติอยู่นานและมากผิดปกติ ควรหยุดกินยาคุมไปก่อน เพื่อหาสาเหตุที่เลือดออกนอกเหนือจากยาคุม

มีอาการของโรคที่ทำให้เลือดออกผิดปกติได้ เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หนองในเทียม หรือตกขาวผิดปกติ การตั้งครรภ์ในมดลูก หรือ ตั้งครรภ์นอกมดลูก หรืออาจเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื้องอกที่ปากมดลูก มดลูก หรือรังไข่

โดยสรุป ถ้าเป็นผู้เริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดรายเดือน อาจพบเลือดออกได้ช่วง 3 เดือนแรกหลังจากนั้นจะดีขึ้นเอง แต่หากหลัง 3 เดือนยังมีเลือดออกอยู่ ควรทบทวนการใช้ยาว่าใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ หากใช้อย่างถูกต้องแต่ยังมีเลือดออก อาจต้องปรับเปลี่ยนขนาดของฮอร์โมน ที่สำคัญหากมีเลือดออกมากผิดปกติ อาจไม่ใช่เกิดจากยาคุม ควรไปพบแพทย์ต่อไปครับ
ลุงหมอเรืองกิตติ์

ความคิดเห็น