ดื่มเบียร์แก้วเดียวกับผู้ติดเชื้อ HIV อาจทำให้เราเมาได้!

รูปจาก www.pixabay.com

หลายวันก่อนมีน้องส่งคำถามเข้ามาปรึกษาเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ผ่านเฟซบุ๊คว่า

สวัสดีครับพี่ๆ

ผมมีเรื่องกังวลใจเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV ครับ คือว่า ผมมีแผลที่ลิ้น มีเลือดออก ซึ่งเป็นผลมาจากการกัดถูกลิ้น และได้เผลอไปดื่มเบียร์แก้วเดียวกับเพื่อน (ลืมตัวครับ TT) จริงๆ แล้วแก้วนั้นเป็นของเพื่อน ซึ่งปลอดภัยจากโรค แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมากินแก้วเดียวกับเพื่อนเรา นอกจากเราอีกหรือไม่ ความกังวลใจของผม คือ

1.ผมมีโอกาสติดเชื้อไหมครับ ผ่านทางน้ำลายที่อยู่ในแก้วเบียร์ ที่วิตกเพราะดันมีแผลที่ลิ้นพอดี (เลือดออกเมื่อสองชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ และหยุดไหลสนิทแล้วตอนเกิดเหตุ)

2.ผมควรไปตรวจเลือดไหมครับ แล้วควรไปตรวจเมื่อไร (15 วัน หรือ 1 เดือน)

จากกรณีเช่นนี้ เรามาไขความกังวลใจในการรับเชื้อเอชไอวีกันค่ะ

เชื้อเอชไอวีติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก รองลงมาคือน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และก็น้ำนมแม่ ส่วนน้ำลายนั้นไม่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ ดังนั้น การดื่มเบียร์แก้วเดียวกันกับเพื่อน หรือแม้กระทั่งแก้วเดียวกับคนที่เรารู้ว่าเขามีเชื้อเอชไอวี ก็ไม่ทำให้เราติดเชื้อเอชไอวีได้ (แต่อาจทำให้เราเมาได้ หากดื่มหลายแก้ว! 555)

อย่างกรณีของน้องที่มีแผลในปากก็ไม่ทำให้ได้รับเชื้อเอชไอวีค่ะ เพราะเชื้อเอชไอวีไม่อยู่ในน้ำลาย อย่างที่บอกในตอนต้น ดังนั้น การไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีจากความเสี่ยงเช่นนี้ จึงไม่จำเป็น

อย่างไรก็ดี การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีจะถูกแนะนำให้ทำ เมื่อเรามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง หรือใช้เข็มฉีดสารเสพติดร่วมกับคนอื่น ส่วนกรณีอื่นๆ อย่างการกินข้าว ดื่มน้ำ ใช้สบู่ ยาสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกนร่วมกันกับผู้ติดเชื้อฯ ไม่นับว่าเป็นความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวี

น้องๆ หลายคนมักกังวลใจในการรับเชื้อเอชไอวีจากการใช้ชีวิตร่วมกันกับผู้ติดเชื้อฯ แต่อาจลืมไปว่า การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันนั้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้คนติดเชื้อเอชไอวี

ดังนั้น หากเคยมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่แล้วไม่ใช้ถุงยาง ให้นึกถึงการตรวจเลือดหาเชื้อฯ เลยนะจ๊ะ เพื่อดูแลรักษาสุขภาพของเราเอง  ตามคอนเซ็ปต์ #เอดส์รู้เร็วรักษาได้

แบ่งปัน