เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตจะดีขึ้น

ชีวิตเปลี่ยน

กลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีสาวหน้าตาดีวัย 22 มาพบลุงหมอ

“หนูมีอาการปัสสาวะแสบค่ะ เจ็บที่อวัยะเพศ และตกขาวด้วย..”

เธอเดินมาแบบไม่คล่องตัว นั่งที่เก้าอี้โดยยกก้นขึ้นเอนหลังแนบกับพนักเก้าอี้ บอกว่าเจ็บระบมที่ก้น เพิ่งมีอาการมากวันนี้และรู้สึกว่ามีไข้ด้วย เมื่อตรวจภายในพบตุ่มน้ำใสเล็กๆ 7-8 ตุ่มเป็นกลุ่ม ที่อวัยวะเพศบริเวณด้านล่างแคมใหญ่ ด้านขวาที่แคมซ้ายมีสองตุ่ม บางตุ่มเริ่มแตกเป็นแผล จริงๆ เธอเริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อ 1-2 วันก่อน คือมีอาการคันๆ เคืองๆ เจ็บๆ เป็นรอยแดงที่อวัยวะเพศ และพอวันนี้ตุ่มก็ขึ้นพรึบทีเดียวเลย เธอรู้สึกอายมากๆ ไม่เคยตรวจภายในมาก่อน ลงจากเตียงตรวจมานั่ง แต่ต้องขยับตัวไปมาเพราะรู้สึกเจ็บ เธอถามว่า “คุณหมอคะ หนูเป็นโรคอะไรคะ”

หลานๆ วัยรุ่น สาวๆ ลองคิดเล่นๆ ดูหน่อยไหมว่าจากประวัติ อาการที่ตรวจพบจะเป็นโรคอะไรเอ่ย มีใครรู้บ้าง …?

มีคนตอบถูกไหม เอ้า ลุงหมอเฉลยแล้วกัน โรคที่เป็นคือ เริมที่อวัยวะเพศ เคยได้ยินรู้จักกันไหม โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเฮอร์พีส (Herpes viruses) มีชื่อว่า เฮอร์พีส ซิมเพล็กไวรัส (Herpes Simplex Virus : HSV) ท่าทางเธอจะกลุ้มใจมากเมื่อลุงหมอแจ้งว่าเป็นโรคนี้ เธอถามต่อว่า “เป็นได้ยังไงอ่ะ?”

คำตอบคือโรคนี้ติดต่อกันได้จากการมีเพศสัมพันธ์ เธอบอกว่าไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อนเลย จะติดจากแฟนไหมเนี๊ยะ แล้วจะบอกแฟนว่ายังไงดี “เขาบอกให้หนูมาตรวจน่ะค่ะ” “แล้วเขาจะคิดไหมว่าเราติดโรคจากเขา” “เขาจะหาว่าเราเป็นคนเอาโรคนี้มาให้เขาไหม” โอย…. คำพูดต่างๆพรั่งพรูออกมาเลย หน้าตาเป็นทุกข์ ลุงหมอจึงพูดปลอบใจอธิบายวิธีการดูแลรักษาโรคเริมที่อวัยวะเพศ

เป็นการติดเชื้อครั้งแรก จะมีอาการรุนแรง อาจมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย อาการจะเป็นมากใน 3-4 วันแรกและค่อยๆ หายไปภายใน 3-4 วัน แผลที่อวัยวะเพศถ้าไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม จะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ดและหายได้โดยไม่เกิดแผลเป็นใดๆ ในเวลา 3 สัปดาห์ การกินยาต้านไวรัส  5-10 วัน จะทำให้ส่วนที่มีความผิดปกติ อาการ และ ระยะเวลาของการแพร่เชื้อ ลดลงได้

เอาล่ะ….มาว่ากันที่จุดประสงค์ที่ยกเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง เพราะลุงหมอได้ฟังเธอเล่าถึงความคิดความเข้าใจที่สมัยนี้เรียกกันว่า “มายด์เซท” (Mindset) ของเธอเกี่ยวกับพฤติกรรมการคบหากับคนที่เธอเรียกติดปากกว่า “boyfriend” คนปัจจุบัน ทำให้เราได้เกร็ดความรู้ที่จะมาปรับตัวเองได้ ยกระดับวิธิคิด ลองตรองตามดูกัน

“แฟนคนนี้เวลามีอะไรกัน เขาจะสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง” ลุงหมอว่า อืมมมม รับผิดชอบดีมากผู้ชายคนนี้

“แต่คบกันหลังๆ นี้เขาจะไม่ใช้ถุงยางค่ะ เราตกลงกันว่าให้หนูกินยาคุมแทน”  ลุงหมอแอบอ้าวในใจ..

“หนูก็ซื้อยาคุมยี่ห้อ…ในราคา 150 บาท ก่อนซื้อก็ศึกษาวิธีกินยาจากเน็ตก่อนแล้วค่อยไปซื้อยาที่ร้านขายยาซึ่งเขาก็แนะนำวิธีการกินยา แผงแรก หนูจะกินเม็ดแรกในวันแรกของการเป็นประจำเดือนกินทุกวัน วันละเม็ดตอนเย็น” เธอเล่าด้วยความมั่นใจ

“ตอนกิน 15 เม็ดแรกหนูจะไม่ให้แฟนมีเพศสัมพันธ์ด้วยกลัวท้อง และจะย้ำตัวเองไม่ให้ลืมกินยาด้วย ส่วนถ้าลืมกินหนูก็จะกินทันทีในวันรุ่งขึ้น” ลุงหมอได้ฟังแล้วก็ชมว่ากินได้ถูกต้องเลยถามว่า

“หนูมีเหตุผลอะไรที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยด้วยล่ะ” เธอเล่าต่อไปว่า

“แฟนเขาว่าถุงยางมันวุ่นวายต้องคอยไปซื้อมาเตรียมไว้ ค่าถุงยางมันเยอะเพราะใช้บ่อย ซื้อยาคุมเดือนนึงแฟนจ่ายให้เสียเงินแค่ 150 บาท ประหยัดกว่าค่ะ” ลุงหมอถึงบางอ้อ และชวนคุยต่อว่า ค่าใช้จ่ายสำคัญมากรึไง เธอก็บอกว่า

“สำคัญซิคะ กำลังเรียนอยู่ แต่ตอนนี้จบแล้วพอดี แฟนคนก่อนก็ใช้ถุงยางเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ใช้ทุกครั้ง แรกๆ ก็ใช้หลังๆ ก็ไม่ได้ใช้ แต่เดี๋ยวนี้หนูกลัวพลาด กลัวท้องมาก เห็นเพื่อนท้องต้องไปทำแท้ง ก็เลยกลัวจะมีปัญหาลำบากตัวเอง” ลุงหมอจึงถามต่อว่า กินยาคุมป้องกันท้องได้ แล้วป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ล่ะ คำถามนี้ทำเอาเธออึ้งไปสักครู่ แล้วตอบเสียงอ่อนว่า

“นี่แหละ คือความผิดพลาดของหนูที่หนูไม่คิดว่าจะติดโรค คิดแต่เรื่องท้อง” เธอก้มหน้าเสียใจและเสียดายและสาพภาพว่า จริงๆ ไม่ได้มีเรื่องโรคเหล่านี้อยู่ในความนึกคิด จะว่าไปก็คือไม่ตระหนักเป็นเพราะไว้ใจ เชื่อใจเขา ช่วงนี้ลุงหมอก็พบว่า เดี๋ยวนี้มีวัยรุ่นชายมาตรวจด้วยการอาการหนองไหลจากท่อปัสสาวะหลายคน แล้วหนุ่มๆ เหล่านี้บอกว่าติดจากแฟนที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยเวลามีเพศสัมพันธ์ สถิติของกระทรวงสาธารณสุขปี 2556 พบว่า วัยรุ่นใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์กันครั้งแรก 61%และใช้ 67% เมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้าย ซึ่งถือว่าอัตราการใช้ค่อนข้างน้อย

หลานๆ วัยรุ่นครับ การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องของทัศนคติและค่านิยมในสังคม เป็นเรื่องส่วนตัว การคิดให้รอบด้าน สามารถป้องกันผลที่ตามมา ทั้งท้องที่ไม่คาดคิดและโรคติดต่อ การมีเพศสัมพันธ์จำเป็นต้องมีมายด์เซ็ทที่ดีเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัด คือ ต้องผ่านจุดที่จำเป็นต้อง “ลงมือทำให้ได้” ที่ทำให้ลดความเสี่ยงของทั้งคู่โดยการป้องกัน 2 ด้าน (Dual Protection) คือ การตั้งครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะอาจจะมีใครใช้ไม่สม่ำเสมอได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยง นั่นคือ ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงใช้วิธีการคุมกำเนิดชนิดในก็ได้ที่เหมาะสมกันตนเอง

ด้วยแนวทาง Dual Protection ลองคิดดูนะครับว่าความเสี่ยงก็จะเหลือน้อยที่สุด

Safety First นั้นดีที่สุด น่าจะได้ผลดีกว่า การใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวบอกการกระทำนะครับ

 

ลุงหมอเรืองกิตติ์ ศิริกาญจนกูล