HIV เอดส์

เอชไอวีเอดส์ โอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อ เชื้อเอชไอวี เอดส์รู้เร็วรักษาได้ ตรวจเพื่อก้าวต่อ

วัยรุ่นอยู่ตรงไหนในเรื่องเอดส์?

         ช้าไปหน่อย แต่คิดว่ายังไม่ช้าเกินไปที่จะพูดถึงวันเอดส์โลก ที่ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขได้แจงตัวเลขคาดประมาณจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ ในปี 2559 ว่า มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 426,999 ราย มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เสียชีวิตจำนวน 16,122 ราย และเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 6,304 ราย แม้ว่าภาพรวมอัตราการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขจะลดลงจากปีก่อนๆ แต่ข้อมูลจากคลินิกนิรนามในการติดตามวัยรุ่นที่เข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีต่อเนื่องพบว่า กลุ่มอายุ 15 - 19 ปี มีการติดเชื้อสูงเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 20 - 24 ปี และยังพบว่าเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยสุดเพียง 12 - 13 ปี...

ดื่มเบียร์แก้วเดียวกับผู้ติดเชื้อ HIV อาจทำให้เราเมาได้!

หลายวันก่อนมีน้องส่งคำถามเข้ามาปรึกษาเรื่องเอชไอวี/เอดส์ ผ่านเฟซบุ๊คว่า สวัสดีครับพี่ๆ ผมมีเรื่องกังวลใจเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV ครับ คือว่า ผมมีแผลที่ลิ้น มีเลือดออก ซึ่งเป็นผลมาจากการกัดถูกลิ้น และได้เผลอไปดื่มเบียร์แก้วเดียวกับเพื่อน (ลืมตัวครับ TT) จริงๆ แล้วแก้วนั้นเป็นของเพื่อน ซึ่งปลอดภัยจากโรค แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมากินแก้วเดียวกับเพื่อนเรา นอกจากเราอีกหรือไม่ ความกังวลใจของผม คือ 1.ผมมีโอกาสติดเชื้อไหมครับ ผ่านทางน้ำลายที่อยู่ในแก้วเบียร์ ที่วิตกเพราะดันมีแผลที่ลิ้นพอดี (เลือดออกเมื่อสองชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ และหยุดไหลสนิทแล้วตอนเกิดเหตุ) 2.ผมควรไปตรวจเลือดไหมครับ แล้วควรไปตรวจเมื่อไร (15 วัน หรือ 1 เดือน) จากกรณีเช่นนี้ เรามาไขความกังวลใจในการรับเชื้อเอชไอวีกันค่ะ เชื้อเอชไอวีติดต่อผ่านทางเลือดเป็นหลัก รองลงมาคือน้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด และก็น้ำนมแม่ ส่วนน้ำลายนั้นไม่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ ดังนั้น การดื่มเบียร์แก้วเดียวกันกับเพื่อน หรือแม้กระทั่งแก้วเดียวกับคนที่เรารู้ว่าเขามีเชื้อเอชไอวี ก็ไม่ทำให้เราติดเชื้อเอชไอวีได้ (แต่อาจทำให้เราเมาได้ หากดื่มหลายแก้ว! 555) อย่างกรณีของน้องที่มีแผลในปากก็ไม่ทำให้ได้รับเชื้อเอชไอวีค่ะ เพราะเชื้อเอชไอวีไม่อยู่ในน้ำลาย อย่างที่บอกในตอนต้น ดังนั้น การไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีจากความเสี่ยงเช่นนี้...

รู้ผลเลือด HIV เร็ว รักษาได้!

วิธีการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี นอกจากการตรวจหาแอนติบอดี้ที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาภายหลังจากได้รับเชื้อเอชไอวีแล้ว (อ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.lovecarestation.com/?p=33136) การตรวจหาเชื้อเอชไอวี ยังมีอีกวิธีการหนึ่ง คือ การตรวจแบบ NAT (Nucleic Acid Amplification Testing) ซึ่งเป็นการตรวจหาตัวเชื้อเอชไอวีโดยตรง โดยสามารถตรวจได้หลังจากที่เรามีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเอชไอวีมา ๕ วันขึ้นไป (อยากรู้ว่าเสี่ยงไหม คลิก http://www.lovecarestation.com/?p=33026) การตรวจแบบ NAT นี้ สามารถตรวจได้ที่คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย! หากประเมินแล้วว่าตัวเองมีความเสี่ยง รีบไปตรวจกันเลยนะ เพราะเดี๋ยวนี้ “เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้” แล้ว

กังวลท้องแล้ว อย่าลืมนึกถึง “เอชไอวี” ด้วยนะ!

ในห้องแชทของเลิฟแคร์ รวมทั้งเว็บบอร์ดคลินิกสุขภาพ คำถามที่น้องๆ ส่วนใหญ่เข้ามาสอบถามจะเป็นความกังวลเรื่องท้องเกือบร้อยละ ๘๐ ในขณะที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีเพียงร้อยละ ๕ เท่านั้น “เลิฟแคร์” อยากให้ข้อมูลน้องๆ ว่า หากเรามีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ใช้ถุงยางแล้ว นอกจากจะมีโอกาสเสี่ยงที่เรา หรือแฟนของเราจะตั้งท้อง (ในกรณีที่ไม่ได้กินยาคุมกำเนิด) เรายังมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเอชไอวี/เอดส์ด้วย เพราะช่องทางในการติดต่อนั้นคือช่องทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอดของผู้หญิง หรือรูฉี่ของผู้ชาย นอกจากการประเมินว่าตัวเองมีความเสี่ยงในการท้องหลังจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันแล้ว น้องๆ อย่าลืมนึกถึงการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีกันด้วยนะจ๊ะ เพราะเอชไอวี/เอดส์ สังเกตจากอาการไม่ได้ ถ้ารอออกอาการจนป่วย ต้องรอถึง ๕ – ๑๐ ปีเชียวนะ ดังนั้น ตรวจเลือดหาการติดเชื้อฯ ดีกว่าถึงจะรู้ผล แล้วสมัยนี้ เชื้อเอชไอวีก็ควบคุมได้ เอดส์รักษาได้แล้ว การประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้เร็ว จะทำให้เรารู้ถึงภาวะสุขภาพของตัวเอง สามารถดูแลตัวเองในระยะยาวได้ การประเมินความเสี่ยงว่าเรามีโอกาสในการได้รับเชื้อเอชไอวีหรือไม่ สามารถอ่านได้จากลิ้งนี้ http://www.lovecarestation.com/?p=33026 ยังไงถ้ากังวลว่าจะท้องแล้ว อย่าลืมนึกถึง “เอชไอวี” ด้วยนะ! ^^

PrEP ทางเลือกในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า PrEP หรือ Pre-Exposure prophylaxis ซึ่งถือเป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีด้วยการกินยาต้านไวรัสกันไว้ก่อนที่จะได้รับเชื้อฯ หลักการของ PrEP คล้ายกับการกินยาคุม คือ กินยาทุกวันจนมีระดับยาสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อฯ โดยกินวันละ ๑ ครั้ง หากไม่ต้องการป้องกันด้วยวิธีนี้ก็หยุดกินได้ และสามารถเริ่มกินยาใหม่ได้ ระยะเวลาในการกินยาจนกว่าจะเริ่มป้องกันได้นั้นอยู่ที่ ๔ – ๗วันแต่หากต้องการเลิกกินยาต้องกินยาต่อไปนับจากความเสี่ยงในการรับเชื้อฯครั้งสุดท้ายอีก๒๘วัน PrEP นั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในช่วงเวลาหนึ่งเช่นคู่ผลเลือดต่างคือคนหนึ่งมีเชื้อเอชไอวีแล้วยังไม่ได้เริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสส่วนอีกคนไม่มีเชื้อฯ ข้อจำกัดของ PrEP คือ ป้องกันได้แต่เอชไอวี ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ และยังคงแนะนำให้ใช้ร่วมกับการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย    อย่างไรก็ดี PrEP ยังไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ใดๆ ราคาในการกินยาต่อเดือนขณะนี้ อยู่ที่ ๖๐๐ – ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน และสามารถรับบริการได้ที่สถานพยาบาลบางแห่ง เช่น คลินิกนิรนาม เป็นต้น ส่วนผลของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีนั้น ขึ้นอยู่กับว่ากินยาได้สม่ำเสมอเพียงใด

เวลาไปตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีจะเป็นความลับไหม แล้วผลเลือดที่ออกมาจะมีใครรู้หรือเปล่า?

หลายคนอาจจะกังวลใจว่า เวลาที่ไปตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี ผลเลือดที่ออกมาจะมีใครรู้ไหม ซึ่งผลการตรวจเลือดเอชไอวีจะเป็นความลับ มีเพียงแค่เรากับหน่วยบริการเท่านั้นที่จะรู้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ให้บริการตรวจเลือดจะรู้ผลเลือดของเรา แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบอกให้คนอื่นรู้ หากเราไม่ยินยอมหรืออนุญาต เช่นเดียวกัน เราก็ไม่มีสิทธิที่จะไปรู้ผลเลือดของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อน หรือแฟน เพราะไม่ว่าจะเป็นผลเลือด หรือประวัติด้านสุขภาพอื่นๆ ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่หากเจ้าตัวไม่ยินยอม ผู้ให้บริการก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ข้อมูลจาก www.thaiplus.net

ใครควรจะตรวจเอชไอวี?

ลองเล่นเกมนี้ เพื่อประเมินโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีของเรา เคยมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าจะทางช่องคลอดหรือทวารหนักหรือไม่ เคยมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยตั้งแต่เริ่ม แต่มาใส่ตอนท้าย ไม่ว่าจะทางช่องคลอดหรือทวารหนัก? เคยใช้ปากกับอวัยวะเพศชาย (ออรัลเซ็กส์) และมีการหลั่งอสุจิในปากหรือไม่? เคยใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับผู้อื่นหรือไม่?   มาดูเฉลยกัน คำตอบ : ไม่เคยทุกข้อ ถ้าเรามั่นใจว่าไม่เคยทำพฤติกรรมแบบนี้เลย แสดงว่าที่ผ่านมา ยังไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อฯ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ปลอดภัยตลอดไป ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และไม่ใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับคนอื่น คำตอบ : ถ้าตอบว่าเคย แม้เพียงข้อเดียว! เรามีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อเอชไอวี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราได้รับเชื้อฯ แล้ว การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี เป็นวิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่าเรามีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเคยมีพฤติกรรมนี้มาแล้วมากกว่า ๑ เดือน คุณควรจะได้รับคำปรึกษา และตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งไม่ว่าผลเลือดจะเป็นบวกหรือลบ จะได้ป้องกันตัวเองและคู่ต่อไป และหากผลเลือดเป็นบวก ก็เข้ารับการรักษา ให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะเอดส์รักษาได้ ทุกสิทธิรักษาฟรี

อยากตรวจหา HIV ไม่ต้องรอถึง ๓ เดือนแล้ว!!

มีน้องๆ หลายคนเข้ามาถามในห้องแชทเลิฟแคร์ว่า “เมื่อคืนหนูมีเพศสัมพันธ์กับแฟน แต่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ถ้าหนูอยากไปตรวจหาเอชไอวี ไปได้เลยไหมคะ?” เลิฟแคร์ขอแนะนำว่าหากน้องคนไหนที่ประเมินแล้วว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีเช่นมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่แล้วไม่ได้ป้องกันหรือใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกับคนอื่นแล้วอยากไปตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีสามารถไปตรวจเลือดได้โดยนับระยะช่วงเวลาที่ยังอาจตรวจไม่พบการติดเชื้อฯหรือวินโดว์พีเรียดเป็นเวลา๑เดือนเช่นมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีวันที่๑๕มีนาคมหากอยากรู้ผลเลือดของวันที่๑๕มีนาคมจะตรวจเลือดหาการติดเชื้อฯได้ในอีก๑เดือนถัดไปคือวันที่๑๕เมษายนเป็นต้น หากน้องตรวจเลือดในวันที่๑๕มีนาคมเลยผลเลือดจะเป็นผลของความเสี่ยงครั้งก่อนๆจนถึงวันที่๑๕กุมภาพันธ์ค่ะเนื่องจากการตรวจแบบนี้เป็นการตรวจหาแอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยตรงซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ก่อนหน้านี้เราอาจเคยได้ยินว่าต้องรอจนถึง๓เดือนจึงจะตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้แต่ตอนนี้มีการพัฒนาน้ำยาในการตรวจใหม่ทำให้ระยะวินโดว์พีเรียดลดลงเหลือเพียงเดือนเดียวก็ตรวจได้แล้วที่ทุกสถานพยาบาลของรัฐ นอกจากนี้การตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีจะมีบริการให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังการตรวจซึ่งการรู้ผลเลือดของตัวเองได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เราวางแผนเรื่องสุขภาพได้เร็วยิ่งขึ้นนะคะ

เป็นหนองใน แต่ไม่กล้าไปรักษา จะเป็นไรไหมครับ?

ถาม: ผมเป็นหนองในแท้มานาน แต่ไม่กล้าไปรักษา ถ้าปล่อยไว้นานจะรักษาหายไหม หรือจะมีอาการอย่างไรบ้างครับ ตอบ: กรณีเป็นโรคหนองใน ไม่ควรซื้อยามากินเอง เพราะคนจ่ายยาจะไม่ทราบว่าเป็นหนองในแท้หรือหนองในเทียม แนะนำให้รีบไปรักษากับคุณหมอค่ะ ไม่ต้องอายหรือกลัว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น หนองในลงอัณฑะ อัณฑะอักเสบ เป็นต้น ที่มา: ปรับปรุงจากเรื่องลับบนทางรัก๒

ถาม: ถ้าผมกินยาต้านแล้ว ผมจะอยู่ได้อีกกี่ปีครับ

ตอบ: ถ้าเรารู้ว่าเราติดเชื้อเอชไอวีและเข้าสู่การรักษาด้วยยาต้านไวรัสแล้วเราจะอยู่ได้นานจนแก่เฒ่าเลยครับเพราะยาต้านไวรัสจะทำให้ผู้ติดเชื้อฯร่างกายแข็งแรงไม่ต่างจากคนทั่วไปซึ่งสิ่งสำคัญในการทานยาต้านฯคือทานยาอย่างต่อเนื่องและตรงเวลา ตอนนี้มีพี่ๆ ผู้ติดเชื้อฯ หลายคนที่ติดเชื้อฯ มากว่า ๓๐ ปี แล้วเข้าสู่การรักษา ก็ยังมีชีวิตอยู่และสุขภาพแข็งแรงดีครับ ^^