กระถิน(นามสมมติ) เรื่องจริงอีกเรื่องจากหนังสือชีวิตมีทางเลือก

ทำแท้งเถื่อน
กระถิน (นามสมมุติ) อายุ 26 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดหนึ่งในภาคกลาง เธอเรียนจบชั้น ม.3 มีสามีและมีบุตรแล้ว 1 คน ในปี2554 กระถินกำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง เธอและสามีพร้อมทั้งลูกอาศัยอยู่ในบ้านพ่อของเธอเอง ที่เปิดเป็นร้านซ่อม รถมอเตอร์ไซค์โดยสามีช่วยทำงานที่ร้านของพ่อ รายได้จึงไม่แน่นอนแล้วแต่พ่อจะให้ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ภายในบ้านพ่อ ของเธอจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ส่วนกระถินไม่ได้ทำงานเพราะต้องดูแลลูก กระถินเองรู้สึกเห็นใจพ่อที่ต้องเป็นหลักคนเดียวในการดูแลครอบครัวของตนเอง อีกทั้งยังต้องดูแลหลานเล็กๆ อีก 2 คน ที่เป็นลูกของพี่ชายของเธอที่ถูกจับด้วยข้อหาค้ายาเสพติดและถูกตัดสินให้จำคุก 3 ปี หลังจากเข้าไปอยู่ในคุกได้5 เดือน พี่สะใภ้ได้หนีไปและทิ้งลูกทั้งสองคนไว้ที่บ้าน ซึ่งทำให้พ่อต้องแบกภาระเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว กระถินรู้ดีว่ารายได้จากการเปิดร้านซ่อมรถนั้น ไม่ได้มีมากเพียงพอสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีเด็กจำนวนมากเช่นนี้ กระถินรู้สึกลังเลใจกับการตั้งครรภ์ครั้งนี้จึงปรึกษากับสามี เขาเองก็คิดว่าการท้องครั้งนี้คงทำ ให้หลายชีวิตในครอบครัวใหญ่ยากลำบากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจไปเสี่ยงชีวิตเดินเข้าสู่สถานทำแท้งเถื่อนแห่งหนึ่ง... ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้น ส่งผลให้ชีวิตของเธอย่ำแย่ลงไปอีก.. หลังการทำแท้งที่นั่น กระถินต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อที่มดลูก และการทำแท้งครั้งนั้นก็ไม่สำเร็จ แพทย์บอกว่าเด็กยังมีชีวิต เนื่องจากหัวใจยังเต้น เมื่อพักรักษาตัวจนดีขึ้น...

เรื่องของแป้ง (นามสมมติ)

ยุติการตั้งครรภ์
คุณรู้หรือไม่ว่าทั่วโลกมีทารกเกิดก่อนกำหนดถึง 15 ล้านคนในแต่ละปีหรือประมาณ 1 ใน 10 ส่งผลให้ทารกกว่า 1.1 ล้านคนต้องเสียชีวิต จึงมีการกำหนดให้ วันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นวันทารกเกิดก่อนกำหนดโลก หรือ World Prematurity Day และจากข้อมูลทางวิชาการเรื่อง ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดและภาวะน้ำเดินในครรภ์ก่อนกำหนด (PRETERM LABOUR AND PRETERM PREMATURE RUPTURE OF MEMBRANES) เวชบันทึกศิริราช ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๕๔ พบว่าผู้หญิงที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนหนด สาเหตุหนึ่งคือ อายุน้อยกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี และพิเศษวันนี้กับเรื่องจริงของเรื่องราวการคลอดก่อนกำหนด ส่วนเรื่องจะเป็นอย่างไร ลองอ่านกันดูนะ พ่อและแม่ของ ด.ญ....

ด.ญ.มิ้นท์ (นามสมมุติ)

หลังทำแท้ง
ด.ญ.มิ้นท์ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี เรียนชั้น ม.2 เป็นลูกสาวคนโตในจำนวน 3 คน พ่อแม่รับจ้างในโรงงาน แห่งหนึ่งในจังหวัดแถวภาคกลาง พ่อแม่พามิ้นท์มารับบริการปรึกษา เพราะพบเธอกับเพื่อนชายอายุ20 ปีที่หน้าห้างสรรพสินค้า หลังจากที่เธอไปนอนค้างที่บ้านเพื่อนชาย 1 คืน พ่อแม่ดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์กับเพื่อนชาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งตรวจร่างกาย จากการตรวจปัสสาวะพบเธอท้อง เธอบอกว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายคนแรกที่เลิกกันเมื่อปลายปีก่อนแล้วจึงรู้จักกับเพื่อนชายคนนี้ผ่านโปรแกรมโซเชียลมีเดียได้2 เดือน มิ้นท์ มีเพศสัมพันธ์ก่อนนี้หลายครั้งโดยที่พ่อแม่ไม่ทราบ ความที่มิ้นท์เป็นเด็กเรียนดีหัวอ่อนว่าง่าย พ่อแม่จึงไม่ดุว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อถามเธอถึงอนาคต เธอบอกอยากเป็นหมอแต่กลัวเข็มฉีดยา ส่วนการตั้งครรภ์ของเธอก็บอกว่าแล้วแต่พ่อแม่ จากการพูดคุยกับมิ้นท์และพ่อแม่ พบว่าเธอเป็นผลิตผลของครอบครัวที่พ่อแม่คิดว่าได้เลี้ยงดูลูกอย่างดีแล้ว แต่ขาดการ พูดคุยสื่อสาร ขาดความใกล้ชิดสนิทสนม พ่อแม่ไม่เคยพูดถึงเรื่องเพศเพราะเกรงว่าจะชี้นำลูก เธอจึงหาประสบการณ์ด้วยตนเองโดยที่ไม่อาจเล่าเรื่องนี้แก่พ่อแม่ได้เลย ประกอบกับการที่พ่อแม่ไม่เคยให้เธอรับผิดชอบในวิถีชีวิตประจำวัน การตัดสินใจต่างๆ ของเธอจึงขึ้นอยู่กับพ่อแม่ การให้การปรึกษาทางเลือก จึงเริ่มกับมิ้นท์เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงของเธอ โดยชั่งน้ำหนักระหว่างความรักและ การศึกษา และอนาคตที่จะเกิดหากเลือกทางนั้น การตัดสินใจต่อชีวิตตัวเองและอีก 1...

ควรรักตัวเองเยอะๆ เพราะตอนเราเจ็บ…ไม่มีใครมาช่วยเจ็บด้วย

ทำแท้ง
"ป้าคะ เมย์คิดว่าเมย์ควรไปฝังยาคุมนะคะ เพราะหนูก็เสี่ยงเหมือนกัน" เพื่อนของลูกสาวเอ่ยขึ้นกับเรา หลังจากที่เธอกลับจากเยี่ยมเพื่อนที่ไปทำแท้งที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง "เอาสิเมย์ เดี๋ยวนี้อายุไม่ถึง 20 รับบริการฟรีนะ เดี๋ยวป้าหาโรงพยาบาลที่ให้บริการดีๆ กับวัยรุ่นให้นะ แต่ต้องไปวันธรรมดานะ วันหยุดเค้าปิด.." "งั้นก็ต้องโดดเรียนไป เขียนใบลาว่าไปฝังยาได้เหรอ.." "แล้วถ้าถ้าฝังยาก็ยังต้องใช้ถุงยางนะ ป้องกันโรคด้วย" "ป้า หนูไม่ชอบถุงยางน่ะ...มันแพงด้วย ของแจกก็ไม่ดี ไม่มีไซส์ของแฟนด้วย.." บทสนทนาในวันนั้นก็จบแบบห้วนๆ แบบนี้ ฉันคิดถึงอดีตเพื่อนร่วมห้องเรียนชาวยุโรปคนหนึ่ง พอเราสนิทกัน เธอก็เล่าให้ฟังว่า เธอมีเซ็กส์ตอนอายุ 16 ปี พอแม่เธอรู้เข้าเท่านั้น! ก็รีบพาเธอไปตรวจหาโรคและให้หมอใส่ห่วงคุมกำเนิดให้ พร้อมกำชับให้เธอใช้ถุงยางป้องกันโรคด้วยทุกครั้ง... อืม แล้วจะมีพ่อแม่ไทยสักกี่คนที่เข้าใจ-ยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่เป็นธรรมชาติได้นะ ยอมรับได้น่ะก็เรื่องหนึ่ง แล้วเปิดใจคุยด้วยอีกล่ะ ด้วยความที่เมย์ไม่ได้อยู่กับแม่ ฉันจึงคิดว่าควรทำหน้าที่นี้ คือ ติดต่อหาที่ฝังยาให้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงเพราะว่ามันเป็นงานในวิชาชีพของฉันเอง พองานยุ่งๆ เข้าฉันก็ละเลยเรื่องเมย์ไป จนกระทั่ง 2 เดือนผ่านไป ลูกสาวมาเล่าให้ฟังว่า "เมย์เค้าท้องค่ะแม่" บทสนทนาของการป้องกัน จึงเปลี่ยนมาเป็นเรื่องทางเลือก ซึ่งก็เป็นไปเช่นเดียวกับวัยรุ่นหลายคนในประเทศนี้ คือ ทั้งสองคนยังต้องเรียน ชีวิตเมย์ไม่มีแม่อยู่ด้วยพ่อเพียงให้ที่อยู่และเงินใช้ ญาติพี่น้องไม่ได้ใส่ใจ และที่สำคัญ รู้ถึงไหนก็ต้องได้อับอาย และคงต้องถูกให้ออกจากโรงเรียน.. เมื่อเป็นเช่นนี้ การไม่ท้องต่อ คือทางออกที่ดีที่สุด จะว่าไป..ฉันเองก็รู้สึกผิดอยู่ด้วยเหมือนกัน ที่ละเลยต่อความต้องการในการป้องกันของเมย์ จริงๆ แล้ว ฉันก็คิดว่าผู้ใหญ่ในประเทศนี้นี่แหละ ไม่ได้สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในเรื่องเพศและเอื้ออาทรต่อความผิดพลาดของความเยาว์ เมย์ได้รับความช่วยเหลือจาก สายปรึกษา 1663 เพื่อแก้ปัญหาและเข้าสู่บริการที่ปลอดภัย และที่สำคัญ เมย์ก็ได้ฝังยาคุมตามความต้องการ หมอบอกว่า ยานี้คุมได้ 5 ปี จนเมย์จบปริญญาตรีโน่นเลย.. ฉันขอให้เมย์ช่วยเขียนอะไรเล็กน้อยจากประสบการณ์ครั้งนี้ เธอไม่ลังเลที่จะตอบกลับมา... "เจ็บปวดและทรมานตอนที่อยู่โรงพยาบาลมากๆ พร้อมทั้งเจอคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรามากมาย มาพูดให้เรารู้สึกแย่ แต่มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้น...ถ้าย้อนกลับไปได้ ก็อยากจะป้องกัน ไม่ประมาท มีความรอบคอบกว่านี้ เพราะเมื่อพลาดมาต้องมานั่งหาทางออก แก้ปัญหา.. "เมย์รู้สึกเฟลกับตัวเอง การป้องกันมันไม่ได้ยาก อยู่ที่จะทำมั้ย...ควรรักตัวเองเยอะๆ เพราะตอนเราเจ็บ...ไม่ใครมาช่วยเจ็บด้วย..." จากคำพูดของเมย์ ฉันจึงตระหนักได้ว่า ประสบการณ์ไม่ว่าทางบวก หรือ ทางลบ ก็ล้วนทำให้เราเรียนรู้และเติบโต   ป้าติ๊ก ตุลาคม 2558