กฎหมายทำแท้ง ผ่านมุมมองของนักกฎหมาย

กฎหมายทำแท้ง
บันทึกนี้ไม่ได้เขียนเอง แต่ไปลอกเขามาจากมติชนของวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:00:00 น. คนที่เขียนบทความนี้คืออาจารย์ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ เป็นท่านที่ผมเคารพนับถือมาก ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ลองอ่านดูนะครับ น่าสนใจมาก ....……….............................................. ความเข้าใจผิดที่ว่าตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ลงโทษแพทย์ที่ทำแท้ง เป็นเหตุให้ตำรวจทำผิดกฎหมายที่ไปจับแพทย์ที่ทำแท้งให้หญิง เพราะที่จริงกฎหมายอาญาอนุญาตให้แพทย์ทำแท้งได้ เพื่อให้หญิงปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงภัยจากการหาหมอเถื่อน!!! ป.อาญา มาตรา 305 ที่บัญญัติว่า “ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรา 301 และมาตรา 302 นั้น เป็นการกระทำของนายแพทย์ และ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ผู้กระทำไม่มีความผิด” กำหนดให้นายแพทย์ทำแท้งได้ตามเงื่อนไข โดยไม่มีความผิด เท่ากับกฎหมายให้อำนาจแพทย์ (หรือผู้ที่ทำภายใต้การดูแลของแพทย์) ทำแท้งได้ คนที่ไม่ใช่แพทย์ทำแท้งไม่ได้ เหมือนกับการที่กฎหมายให้อำนาจตำรวจจับกุมผู้ที่กระทำความผิดซึ่งหน้าได้โดยไม่ต้องมีหมาย ตำรวจย่อมไม่มีความผิด มิใช่ว่าเห็นตำรวจจับกุมผู้ที่กระทำความผิดซึ่งหน้าต้องไล่จับตำรวจดำเนินคดี ข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังเลย เห็นแพทย์ผ่าตัดคนไข้ ก็จับฐานทำร้ายไว้ก่อนกระนั้นหรือ?...

ไม่ทำแท้ง เพราะ conscientious objection

ท้องไม่พร้อม
ท้องไม่พร้อม ไม่มีพรมแดนทางศาสนาจริงๆหรือใครจะเถียงฉัน conscientious objectionหรือการปฏิเสธโดยมโนธรรมครูฝรั่งคนหนึ่งสอนฉันเมื่อไม่นานมานี้ เขาเริ่มต้นว่าทำไมหมอจึงไม่ทำแท้งให้คนไข้ทั้งๆที่รู้ว่าคนๆนั้นจะต้องไปทำแท้งอยู่ดี และยังรู้อีกว่าคนไข้คนนั้นของเขาต้องเดินเข้าสู่ความเสี่ยงของ unsafe abortion ทันทีหมอไม่ยอมทำแท้งให้เพราะมันขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของตนเอง(หรือคิดว่าตนเองกำลังทำดีไม่ผิดศีล) มุมมองทางการแพทย์กับมุมมองทางศาสนาที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน มันทำให้คนเสียโอกาส ที่จะรับบริการทางสุขภาพไปและเราพอใจที่จะมานั่งรักษาโรคที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งฃ เช่นมดลูกเน่าไตวายหรือรุนแรงจนถึงตายเราก็จะมองว่า นั่นเป็นกรรมของเขาที่ทำแท้งมาไม่ใช่ความผิดของเรา เราไม่บาปเราไม่มีส่วนร่วมในบาปหรือความตายของเขา เราเลือกที่จะไม่มองว่า เราเองเป็นอุปสรรคที่แท้จริง ของการเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย ๒ปีก่อน เราพบคนที่ไปทำแท้งมาเกิดภาวะติดเชื้อจนตัวเน่าฉันไม่ได้พูดเกินเลยจากความจริงไปเลย เขาตัวเน่าจริงๆ และก็ตายไปต่อหน้าต่อตาลูกตัวเล็กคนหนึ่งที่มีอายุราวขวบเศษสามี และพ่อแม่ท่ามกลางความเศร้าโศกของครอบครัว เราเคยย้อนถามตัวเองกันไหม ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการตายครั้งนั้นด้วยหรือไม่ (จริงอยู่เราไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวของเขาเลยด้วยซ้ำ)คนไข้คนนี้ถูก conscientious objection ทำให้เธอต้องไปทำแท้งโดยวิธีที่primitiveที่สุดนั่นคือการสอดไม้ทิ่มเข้าไปในโพรงมดลูกโดยหมอเถื่อน มีลูกศิษย์คนหนึ่งกระซิบบอกฉันว่า"ถ้าเขามาทำแท้งที่เราเขาคงไม่ตายนะอาจารย์" "ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" เป็นประโยคที่หมอทุกคนถูกบ่มเพาะมาด้วยกันแต่การปฏิเสธโดยมโนธรรมมันช่างขัดแย้งกับปณิธานอันนี้เสียเหลือเกิน ราว๒เดือนที่ผ่านมาเพื่อนมนุษย์ต่างศาสนามาพบขอรับบริการทำแท้งหลายคนด้วยเหตุผลไม่ค่อยแตกต่างกัน นั่นคือท้องไม่พร้อม ยากจน ลูกมากจนเลี้ยงไม่ไหวไม่ค่อยพ้้น ๓ เรื่องนี้ (เอาเหอะ จะมีบ้างก็ท้องก่อนแต่ง หรือไม่ก็เป็นเมียน้อยเขา)ฉันก็เคยถามไปว่า "ไม่บาปเหรอ" เขาก็ตอบว่า ลูกอดตายสำคัญกว่า ลูกต้องเรียนหนังสือสำคัญกว่ามาถึงตรงนี้ฉันก็คงคิดถึงครูคนเดิมท่านบอกว่าคนที่มาขอทำแท้ง เขากำลังแสดงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกของเธอเองที่จะต้องเกิดออกมาด้วยความไม่พร้อม ("ด้วยการทำแท้งเนี่ยนะ!" ฉันเชื่อว่ากำลังมีคนคิดแย้งฉันด้วยประโยคเช่นนี้อยู่) มันเป็นความรับผิดชอบของคนเป็นแม่ หรือกำลังจะเป็นแม่คนนั่นเอง  คำตอบของเพื่อนต่างศาสนาแต่เป็นเพื่อนร่วมชาติของฉันกำลังอธิบายคำสอนของครูได้เป็นอย่างดี ท้องไม่พร้อม ไม่มีพรมแดนทางศาสนา ไม่มีพรมแดนทางเชื้อชาติ คงมีเพียงแต่แพทย์ พยาบาล นักการเมือง และนักบวชกระมัง ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัยในพรมแดนที่ฉันยืนอยู่ที่นี่ ตรงนี้ บันทึกไว้ หลังจากได้พบเพื่อนต่างศาสนาคนหนึ่ง ๑๒ กพ ๕๗

เธอรักเขามากใช่ไหม

เธอรักเขามากใช่ไหม
เธอรักเขามากใช่ไหม...เวลาเธอนอนกับเขา เธอรู้สึกมีความสุขมากใช่ไหม คำว่า "นอนกับเขา" ในภาษาที่ผมถามออกไปนั้นย่อมหมายความว่าการมีเพศสัมพันธ์ด้วยอย่างไม่มีข้อสงสัย เนื่องจากตลอดเวลากว่า ๑๐ นาทีที่เราคุยกันนั้น เรากำลังพูดกันอยู่ถึงเรื่องนี้อยู่อย่างเข้มข้น ผมเจอเจ้าหนูคนนี้มาตั้งแต่เธออายุ ๑๓ ปี ตอนนั้นอาของเธอพามาพบผมด้วยเรื่องการขาดประจำเดือนและผู้เป็นอา มีความกังวลว่าเธอจะตั้งครรภ์ ในบันทึกทางการแพทย์ของผมนั้นพบว่า ผมได้ตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ แล้วออกมาเป็นผลลบมีการเขียนแนะนำเรื่องการคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย มีการแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีน ป้องกันเชื้อ HPV หรือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก แล้วเธอก็หายไปจากระบบของผมนาน ๓ ปี วันนี้สาวน้อยวัย ๑๖ รูปร่างสมส่วนสมวัยสาว ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง หน้าตายิ้มแย้ม เดินเข้ามานั่งตรงหน้าผม เธอมากับอาคนเดิมหลังจากรับไหว้ก็รีบก้มลงตรวจสอบประวัติอย่างรวดเร็วและผมก็จำเธอได้ เด็กหญิงวัย๑๓ เมื่อ ๓ ปีที่แล้วตอนนี้เป็นนางสาวหน้าตาสะสวยไปเรียบร้อย ผมถามเธอว่า "เป็นยังไง หายไปนานเลยนะ" เธอตอบว่า เม็นส์มาไม่ปกติและกลัวว่าจะตั้งท้อง ผมก็ถามออกไปว่า "ถ้าท้องแล้วทำไมเหรอ" เธอยิ้มกลับมาให้เป็นคำตอบ "นี่เธอยังมีเพศสัมพันธ์กับแฟนคนเดิมอยู่ใช่ไหม" ผมถาม เธอตอบว่าใช่ "แล้วถ้าท้อง เธอพร้อมจะเลี้ยงลูกรึยัง" ผมยังยิงรัว เธอบอกว่า ไม่พร้อม แต่ก็เลี้ยงได้ นี่เป็นข้อพึงสังเกตอย่างหนึ่งนะครับส่วนมากหากคนที่ตั้งท้องอายุน้อยๆเช่นนี้มาพบผมเธอเหล่านั้น ส่วนมากจะตอบว่ามีความสามารถในการเลี้ยงลูกได้ผิดกับพวกสาวๆที่อายุเกิน ๑๘ ปีขึ้นไป ที่จะไม่ยอมรับการตั้งท้องที่เกิดขึ้น พวกเธอมาหาผมเพื่อที่จะขอทำแท้งเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมพยายามคิดว่าทำไมคำตอบจึงออกมาเช่นนี้ สรุปด้วยตรรกะอันน้อยนิดของตัวเองน่าจะเป็นเพราะว่ามันยังเป็นเด็กเอามากๆน่ะสิ มันไม่รู้หรอกว่าการเลี้ยงลูกเป็นอย่างไรเวลาลูกเป็นไข้มันยุ่งแค่ไหน มันคงคิดไปว่าลูกเป็นเหมือนตุ๊กตาที่เล่นด้วยกันได้ ออกลูกมาแล้วคงวิ่งเล่นเป็นเพื่อนกันได้เลยกระมัง มันจึงบอกว่าสามารถเลี้ยงลูกได้ ต่อไปนี้ เป็นการสนทนาระหว่างผมกับเจ้าหนูคนนี้ ผ (หมายถึง...

ไปงานทำแท้งโลกที่หอศิลป์กรุงเทพ (ตอนจบ)

งานทำแท้งโลก
อันที่จริง แสงจากดวงอาทิตย์เวลาจะลับขอบฟ้านั้นสวยที่สุดในโลกครับ เราจะได้เห็นเส้นขอบฟ้าเรืองรอง เห็น Belt of Venus ได้อย่างคมชัด เห็นแสงรัศมีจากดวงลูกไฟลูกนั้นแยงก้อนเมฆขึ้นมาเป็นเส้นๆ มิได้แปลกใจเลย ว่าทำไมเวลาเราเป็นเด็ก จึงถูกสอนให้วาดรูปดวงอาทิตย์มีรัศมีออกจะขนาดนั้น ตอนก่อน ผมเล่าว่ามาร่วมงานเสวนา "วันแท้งโลก" โดยที่มีพระรูปหนึ่งมานั่งฟังอยู่ด้วย และมีผู้ร่วมเสวนาท่านหนึ่งก็มาพูดเรื่องศาสนาโดยเฉพาะ ทำให้ผมรู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่มามากขึ้นเมื่อคนบนเวทีเสวนากันเสร็จก็ถึงคราวคนด้านล่าง พระท่าน (ที่เข้ามาร่วมเสวนาด้วย) ก็ยกมือ "ฉิบหายแล้ว" ผมคิดในใจพร้อมเกิดอาการร้อนวูบวาบประหนึ่งสตรีถูกวัยทองเล่นงาน แต่ความร่มเย็นในใจก็บังเกิดเมื่อพระท่านบอกว่า “มุมมองเรื่องศาสนาต้องใช้ปัญญาวิเคราะห์ควบคู่กันไป เรื่องทำแท้งมิได้มองเรื่องบาปเป็นเรื่องหลัก แต่มันเป็นหลักความจริงเฉกเช่นอริยสัจสี่ นั่นคือ การตั้งท้องเป็นทุกข์ ทุกข์ที่เกิดจากการไม่พร้อม และการทำให้ไม่ท้องก็เป็นหนึ่งในการช่วยดับทุกข์” และพระท่านก็จบด้วยข้อสังเกตุว่า "ศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาอะไร เราจะสังเกตุเห็นว่า คนที่บัญญัติ คนที่เป็นผู้ใช้ศาสนามาสั่งสอนคน ล้วนเป็นชาย อาตมามีความเชื่อว่า หากชายตั้งท้องได้ หากพระตั้งท้องได้ วันหนึ่งก็คงมีชายมาขอทำแท้งเช่นเดียวกัน.." ถึงตรงนี้ ผมยกมือ "สาธุ" ก่อนลงจากเวทีเสวนา พิธีกรถามผมว่าอยากจะฝากข้อคิดอะไรบ้าง ผมอึ้งไป ส่งไมค์ให้คุณวิจักขณ์ก่อน (ให้เค้าพูดเรื่องศาสนา..) เขาก็หัวเราะแล้วยื่นมันกลับมาให้ผม ผมบอกว่า คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะฝากอะไร...

ไปงานทำแท้งโลกที่หอศิลป์กรุงเทพ (ตอนแรก)

ทำแท้ง
หากเลือกได้ เวลาขึ้นเรือบินไปไหน ผมมักจะดูทิศทาง ว่าด้านไหนสายัณห์สวัสดิ์ ด้านไหนตะวันรอน ทั้งนี้จะได้หนีแดดแยงวานได้ถูกทิศถูกทาง แต่หากเมื่อการเดินทางล่วงมาเวลาเย็นย่ำ ผมมักจะเลือกที่นั่งด้านเดียวกับดวงลูกไฟ เพราะในใจจะได้โบกมือลาแสงสุดท้ายของวัน… วันนี้ผมนั่งเครื่องบินเที่ยวครับ เที่ยวเดียวยาวเกือบด้ามขวานไทย ออกเดินทางเที่ยวเช้าที่สุดจากหาดใหญ่ อันที่จริง วันนี้ผมขึ้นมาร่วมงาน "วันแท้งโลก" รับปากเขาไว้ว่าจะมาร่วมเสวนาในงานที่ถูกจัดขึ้นในหอศิลป์กรุงเทพฯบริเวณแยกสยาม "วันแท้งโลก" ซึ่งอันที่จริงคือวันที่ ๒๘ กันยายน แต่เขาเลือกจัดวันนี้ก็เพื่อจะได้มีคนว่างมาร่วมงานกัน ผมขึ้นเวทีพร้อมกับคุณวิจักขณ์ พานิช อันที่จริงก็ไม่เคยรู้จักกันหรอก แต่เมื่อนั่งคู่กันคุณวิจักขณ์ก็กระซิบผมว่า "ผมเกิดที่หาดใหญ่ครับ" จึงหันไปมองหน้าเขาอีกครั้งแล้วก็ถึงบางอ้อ "เป็นลูกชายอาจารย์วิจารณ์เหรอครับ" ผมถามออกไป โลกมันแคบนะครับ เคยฟังอาจารย์เล่าเรื่องลูกให้ฟัง แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆก็จำเรื่องราวบางตอนได้ และตอนนี้ผมก็ได้มาขึ้นเวทีพูดเรื่องทำแท้งกับลูกชายหากเลือกได้ เวลาขึ้นเรือบินไปไหน ผมมักจะดูทิศทาง ว่าด้านไหนสายัณห์สวัสดิ์ ด้านไหนตะวันรอน ทั้งนี้จะได้หนีแดดแยงวานได้ถูกทิศถูกทาง แต่หากเมื่อการเดินทางล่วงมาเวลาเย็นย่ำ ผมมักจะเลือกที่นั่งด้านเดียวกับดวงลูกไฟ เพราะในใจจะได้โบกมือลาแสงสุดท้ายของวัน… วันนี้ผมนั่งเครื่องบินเที่ยวครับ เที่ยวเดียวยาวเกือบด้ามขวานไทย ออกเดินทางเที่ยวเช้าที่สุดจากหาดใหญ่ อันที่จริง...

สิ่งดีดีในเรื่องแท้ง (อีกเรื่อง)

สิ่งดีในเรื่องทำแท้ง
“สวัสดีค่ะ หมอจำหนูได้มั้ย” นี่เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาในทันทีที่เธอมานั่งบนเก้าอี้ในห้องตรวจของผม “จำไม่ได้” ผมตอบออกไป แถมหยอดไปอีกนิดว่า “ที่ว่าจำไม่ได้นั้น อาจจะมาจาก ๒ สาเหตุ นั่นคือ คนไข้ฉันอาจจะมากไปจนจำเธอไม่ได้ หรือไม่ก็เธอไม่สวยพอที่ฉันจะจำน่ะ” เพียงเท่านี้ก็สามารถลดความอึดอัดระหว่างผมกับเธอลงได้ “หนูคิดว่าหนูท้อง เพราะขาด mens มา เกือบ ๒ เดือนแล้ว วันก่อนตรวจฉี่ไปมันขึ้นขีดเดียวค่ะ” เธอบอก “แต่หมอคิดว่าเธอท้องจริงๆนะ เพราะที่มันขึ้นอยู่นี้มี ๒ ขีดจ๊ะ” ผมตอบออกไปหลังจากดูผลการตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์ “นี่เป็นท้องที่เท่าไหร่จ๊ะ” ผมถามออกไป “ท้องที่ ๒ ค่ะ เมื่อราว ๔ ปีก่อน หนูมาที่นี่กับแม่ หมอจำไม่ได้จริงๆเหรอ” ดูท่าทางแม่หนูคนนี้ เธออยากจะให้ผมจำเธอให้ได้จริงๆ “หนูจำบานพับผืนนี้ได้” เธอชี้ไปที่บานพับที่เป็นที่กั้นระหว่างห้องตรวจภายในกับห้องที่นั่งคุยอยู่ตอนนี้ “ตอนนั้นหนูอยู่ด้านใน ได้ยินหมอคุยกับแม่หนูว่า หมอจะไม่แท้ง">ทำแท้งเด็ดขาด ถ้าแม่เค้าต้องการลูก” บทสนทนามาถึงตอนนี้ ผมเริ่มมองเห็นภาพในอดีต ซึ่งตรงกับที่เธอคนนี้อ้างถึง กว่า ๔ ปีมาแล้ว...

อีกมุมมองในเรื่องการทำแท้ง

ทำแท้งผิดไหม
วันนี้น่าจะเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมรู้สึกมีความสุขจากการแท้ง">ทำแท้ง เกือบเที่ยงแล้ว เมาะเดินเข้ามาในห้องตรวจของผมพร้อมใบส่งตัวมาจากโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง คุณหมอจากต้นทางเขียนสรุปมาว่า "unintended pregnancy" ผมอ่านชื่อจากลายเซ็นต์ไม่ออก จึงเงยหน้ามองเมาะ ด้วยรูปร่างที่ผ่ายผอม ใบหน้าดูอิดโรย สวมชุดคลุมทั้งตัวสีมอๆ และคลุมศีรษะไว้อย่างเรียบร้อย ผมมองตาของเธอแล้วรู้สึกว่า เธอคนนี้คงกำลังซ่อนเรื่องราวอะไรบางอย่างอยู่หลังม่านตาสีน้ำตาลคู่นั้น "คุณหมอเขาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ของหมอ" เมาะบอกเหมือนรู้ความในใจของผม "เธอมีลูกกี่คนแล้วเหรอ" ผมเลือกใช้สรรพนามว่า "เธอ" กับเมาะ เพราะดูอายุแล้วคงไล่เลี่ยกับผมราวกับคลานตามกันมา และแม้ว่าในใบส่งตัวจะเขียนรายละเอียดมาค่อนข้างดี ผมเลือกที่จะคุยทุกเรื่องกับคนไข้มากกว่านั่งอ่านจากใบส่งตัว "๓ คน" เมาะตอบ "แล้วทำไมเธอไม่คุมกำเนิดล่ะ" นี่คงจะเป็นคำถามสุดคลาสสิกที่หมอเกือบทุกคนเลือกที่จะถามออกไป ฟังดูเหมือนเป็นคำถามปกติ แต่ผมคนหนึ่งล่ะที่ยืนยันว่ามันไม่ปกติ ไม่ปกติจริงๆนะครับ "คุมนะหมอ เราใช้ถุงยางมาตลอด แต่ครั้งนี้ไม่รู้เป็นไง มันท้องได้" "แล้วคิดยังไงจึงอยากให้หมอทำแท้งล่ะ" ผมถามออกไป "เราจนน่ะหมอ เรามีลูก ๓ คน กำลังเรียนอยู่ทั้งนั้น ตอนนี้แฟนก็มาไม่สบาย ทำงานไม่ไหว เราทำงานอยู่คนเดียว กินกัน ๕ ชีวิต ตอนนี้ยังพอทำงานได้ แต่ถ้าเราคลอดลูกเราก็คงทำงานไม่ได้ไประยะใหญ่ แล้วจะเอาที่ไหนกินกัน ลูกก็เรียนหนังสือเกือบจะจบแล้ว เราอยากให้มันเรียนหนังสือกันทุกคนแหละหมอ" ลูกที่เมาะเธอเอ่ยถึงทั้ง...

นักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องทำแท้ง

สัมภาษณ์ทำแท้ง
เมื่อราว ๒ สัปดาห์ที่แล้ว มีนักข่าวมาติดต่อขอสัมภาษณ์ผมเรื่องการแท้ง">ทำแท้ง ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เพราะเรื่องแบบนี้ ต้องไตร่ตรองก่อนพูด และหากพูดผิดพลั้งไปก็จะก่อให้เกิดผลเสียหายได้ จึงขอให่ส่งคำถามมาทาง e mail แล้วจะตอบให้ ครั้นเมื่อเขาได้ลงข่าวไปแล้ว ผมจึงเอาบทสัมภาษณ์ที่ผมบรรจงตอบลงไปนั้น มาเก็บไว้ในนี้ เพื่อเตือนความจำ เรียน ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ ดิฉัน ...... ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ที่ติดต่อ อ.เพื่อขอสัมภาษณ์ ประเด็น การทำแท้ง รวมถึงการวางแผนครอบครัวในกรณีที่ผู้ท้องยังไม่พร้อม ซึ่งอยากขอความรู้ อ. รวมถึงความคิดเห็นค่ะ ดังนี้ 1) การทำแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์ ตอนนี้ภาพรวมในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง ผมขออธิบายเป็น ๒ กรณีครับ กรณีแรก ขณะนี้ผมคิดว่าผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ สามารถเข้าถึงบริการที่ผิดกฎหมายได้อย่างง่ายดาย มีการซื้อขายยาที่ใช้ในการยุติการตั้งครรภ์ทางอินเตอร์เน็ตและนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย มีทั้งใช้ถูกและผิดวิธี ยาที่ใช้เราก็ไม่ทราบว่าของจริงหรือของปลอม ราคาก็แพงมาก บางครั้งมีการซื้อขายกันในราคาสูง 3000-5000 บาท หลายๆครั้งการยุติการตั้งครรภ์ก่อให้เกิดอันตราย มีการใช้ยาเกินขนาด ส่วนในกรณีที่...

ทำแท้งลูกอ๊อด

ทำแท้งลูกอ๊อด
๔ กันยายน ๒๕๕๖ สะเทือนจิตกันอีกวันกับการต้องทำแท้งคนไข้คนหนึ่งในวันนี้ ราว ๑๐ โมงเช้า ผมได้รับโทรศัพท์จากโอพีดีว่ามีคนไข้ถูกส่งตัวมาเพื่อขอให้ทำแท้ง จึงต้องรีบลงไปดูพร้อมทีม   หลายๆคนใช้ความรู้สึกกับเรื่องการทำแท้ง ว่าการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมนั้นเป็นปัญหาของวัยรุ่นเสียเยอะ แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจากงานวิจัยของไทยเองพบว่า เพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้นที่เป็นวัยรุ่น ที่เหลือนั้นเป็นกลุ่มแม่บ้าน เฉกเช่นวันนี้ ที่ผมถูกตามลงมาดูสตรีวัยกลางคนคนหนึ่ง คนซึ่งผ่านการมีลูกมาแล้วถึง ๓ คน เธอตั้งท้องลูกคนที่ ๔ พร้อมๆกับการที่รู้ว่าสามีตนไปมีเมียน้อย และเมียน้อยก็กำลังท้องอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน   ผมถามไปว่าสามีเธอรู้เรื่องการตั้งท้องครั้งนี้หรือยัง "รู้แล้ว และเขาก็บอกให้มาทำแท้ง" เธอตอบพร้อมกับน้ำในเบ้าตาที่กำลังเอ่อล้นออกมา "แล้วเธอล่ะ คิดยังไง" ผมถามออกไป ต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง เธอจึงสามารถตอบคำถามง่ายๆแต่ตอบยากเหลือเกินเช่นนี้ได้ เธอเล่าว่า จริงๆแล้วเธอก็ไม่อยากทำแท้งหรอก แต่เมื่อมาคิดว่าหากตั้งท้องต่อไปก็คงจะลำบาก เพราะผู้ชายเขาไม่มาดูแลครอบครัวอีกเลย ลำพังเงินที่หาเลี้ยงชีพมาได้เดือนละเกือบหมื่นก็ต้องประหยัดกันสุดตัวอยู่แล้ว ลูก ๒ คนที่กำลังเรียนคุณครูก็ให้กินข้าวฟรี หนังสือครูก็หามาให้ลูกเรียน นี่ถ้าคนนี้ออกมาอีกคนก็ไม่รู้จะอยู่กันยังไงจริงๆ ตอนนี้น้ำตาของคนเล่าเรื่องหยดลงมาอาบแก้มจนผู้ช่วยผมต้องหากระดาษมาให้ซับ   ผมปล่อยให้ห้องเงียบลงพักหนึ่งก็ถามออกไปว่า "หากหมอไม่ทำแท้งให้จะทำยังไงต่อไป" ผมสังเกตเห็นแววตาตระหนกเพียงวูบหนึ่ง เจ้าของดวงตาแดงเรื่อคู่นั้นก็เล่าต่อว่า เมื่อรู้ว่าท้องพร้อมๆกับรู้ว่าสามีไปมีเมียน้อยนั้น เธอมืดมนจนไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี คิดจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาไปด้วยซ้ำ มาคิดได้ว่ายังมีลูกเล็กๆรอเธออยู่ที่บ้านตั้ง ๓ คน คิดแล้วก็ทำไม่ลง ลูกจะอยู่ได้อย่างไร หากเธอตายไป ดังนั้นก็เลยต้องอยู่ต่อไป พร้อมๆกับขอโทษลูกในท้อง...

สอนลูกเรื่องเซ็กส์ (ตอนจบ)

สอนลูกเรื่องเซ็กส์
"ทำไมพวกหมอเค้าชอบไปประชุมกันจังเลยพ่อ" เป็นคำถามที่เจ้าลูกสาวคนโตเอ่ยขึ้นมาทั้งๆที่หูเธอยังคงถูกปิดไว้ด้วยที่ครอบหูสมัยปัจจุบัน ซึ่งมีเสียงเพลงภาษาเกาหลีทั้งวัน แสดงว่า สายตาที่มักมองออกนอกตัวรถ กับท่าทีที่ดูไม่เคยสนใจกับทุกอากัปกิริยาในรถนั้นเป็นแค่ท่าทาง จิตส่วนหนึ่งของเธอยังอยู่ในรถที่วิ่งไปพร้อมพวกเราทั้ง ๕ คน พ่อ แม่ น้อง และพี่ชายที่มาจากเบลเยี่ยม คำถามเมื่อครู่นี้หลุดออกมาระหว่างที่พ่อกับแม่คุยกัน พ่อบ่นขึ้นมาว่า "ไม่รู้ว่าป้าเปิ้ลกลับมาจากประชุมที่พัทยารึยัง อยากดื่มไวน์แล้ว"(ผู้หญิงที่ถูกเอ่ยนามนั้น เป็นคนเดียวที่มักจะสนองต่อความอยากดื่มไวน์ของผมได้)แป้งจึงถามว่า ทำไมหมอจึงชอบประชุมกันนัก รวมถึงในช่วงใกล้กันนี้ พ่อก็เพิ่งกลับจากไปบรรยายเรื่องทำแท้ง กลุ่มสมาคมของแม่กำลังประชุมกันที่กระบี่ และช่วงปลายเดือนนี้พ่อก็ยังต้องไปประชุมที่กรุงเทพอีก และสิ้นเดือนพ่อก็ต้องไปสอนทำแท้งที่นครศรีฯอีก " ทำไมพวกหมอชอบประชุมจัง" พ่อเลยตอบว่า อันที่จริง การประชุมของพวกพ่อมี ๒ อย่าง อย่างแรกที่พ่อประสบอยู่ตอนนี้ก็คือการประชุมเรื่องงาน พ่อต้องไปประชุมในฐานะผู้รับใช้โรงพยาบาล ในฐานะจะทำให้เกิดงานการเรียนการสอนหมอที่จะมารักษาโรคเยี่ยวเล็ด หรือในฐานะของการวางแผนงานในอนาคต อันนี้พ่อต้องไปบ่อยๆขึ้น ลูกคงเข้าใจ(ต่างจากน้องสาว ซึ่งตอนนี้เริ่มจะชักบ่นๆ ว่าพ่อไปบ่อยจัง อันนี้น่าจะเลียนแบบใครสักคนที่อยู่ใกล้ๆ) อย่างที่สองคือไปประชุมวิชาการ เรื่องนี้จึงยาว ผมเริ่มจากถามลูกไปว่า "ลูกชอบเรียนหนังสือมั้ย" แป้งตอบว่า "ไม่ชอบ มันน่าเบื่อ" "แล้วทำไมจึงอยากไปโรงเรียนนักล่ะ" เธอตอบว่า "จะได้คุย ได้เล่นกับเพื่อนๆ" พ่อก็ต่ออีกว่า"จริงๆตอนพ่อเด็กๆพ่อก็รู้สึกแบบลูกนี่แหละ แต่เมื่อโตขึ้นพ่ออยากไปเรียนตลอดเวลา เพราะที่เรียนนั้น สามารถเอามาทำงานได้เลย พ่อไปเรียนเรื่องวัยทอง...